ระดับการคั่วกาแฟ

การคั่วเมล็ดกาแฟ คือการแปรรูป เมล็ดกาแฟสารหรือกาแฟดิบ ให้เป็นเมล็ดกาแฟคั่วที่จะไปชงในวิธีการต่าง ๆ ซึ่งให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวออกมา และส่งผลต่อรสชาติหลากหลาย ซึ่งขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของกาแฟสาร เช่น เมล็ดกาแฟดอยช้าง เมล็ดกาแฟปาง เมล็ดกาแฟเชียงใหม่ เป็นต้น

การคั่ว การนำความร้อนไปทำให้น้ำหรือความชื้นในเมล็ดกาแฟระเหยออกมา และเมล็ดกาแฟสารจะแห้ง และเริ่มสุก เมล็ดกาแฟสารจะกลายเป็นสีเหลือง และก่อนการเกิดเสียงแตกของเมล็ดกาแฟครั้งแรก (First Crack) จะได้เมล็ดกาแฟ ระดับคั่ว”อ่อน” ซึ่งจะไม่มีความมันบนผิวเมล็ดกาแฟเนื่องจากแก๊สที่สะสมภายในเมล็ดยังไม่ถูกความร้อนขับออกมา

เมื่อคั่วผ่านเสียงแตกเมล็ดกาแฟครั้งแรก (First Crack) แล้ว กาแฟจะเริ่มแตกเป็น “ป๊อปคอน”เนื่องจากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้เกิดแรงดันภายในเมล็ด จะได้เมล็ดกาแฟที่ ระดับคั่ว”กลาง”

หากคั่วกาแฟในระดับต่อไปอีก เมล็ดกาแฟสุกมากขึ้น สีเริ่มเปลี่ยนเป็นน้ำตาล ความเป็นกรดหรือความเปรี้ยวจะเริ่มจางลงไป กลายเป็นความขมเข้ม ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่สามารถปรับสัดส่วนระหว่างความเปรี้ยวและความขมของกาแฟได้ตามต้องการ

และเมื่อคั่วต่อไปจนเกิด เสียงแตกของเมล็ดกาแฟครั้งที่ 2 (Second Crack) เราจะได้เมล็ดกาแฟ ระดับ “เข้ม”

ระดับของการคั่วกาแฟ
1. ระดับคั่วอ่อน (Light roast, Half city , Cinnamon roast)
– เมล็ดกาแฟจะมีสีน้ำตาล สีน้ำตาลอ่อนๆ คล้ายสีของ อบเชย (cinnamon)
– กาแฟจะคงคุณสมบัติและรสดั้งเดิมของกาแฟ มีความเปรี้ยว สดชื่น
มักจะนำมา กาแฟดริป มอกก้าพอด

2. ระดับคั่วกลาง (Medium roast , Full city , American)
– เมล็ดกาแฟจะมีสีน้ำตาลเข้ม และมีความสีเข้มขึ้นกว่าคั่วอ่อน
– ให้รสชาติ ขม อมเปรี้ยว
เหมาะกับการทำกาแฟร้อนและเย็น มีความสมดุลสูง

3. ระดับคั่วเข้ม (Dark roast, Continental roast , Vienna roast)
– เมล็ดกาแฟจะมีสีน้ำตาลเข้ม ขมปนหวานเล็กน้อย และไม่มีความเปรี้ยว
– มีกลิ่นฉุนของกาแฟ ปนกับกลิ่นหอมของกาแฟ
– เหมาะกับการทำกาแฟเย็น ที่ต้องการรสชาติที่เข้มข้น

ขอบคุณที่มา : phayaocoffeeroaster.com